ข้อคิดดีๆและบทความ [Love & Life, Inspirational Quotes and Articles]


Monday, December 12, 2011

การเปลี่ยนแปลงกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

หลายครั้งที่นั่งมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการเดินทางของเวลามักนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เคยเป็นของเรา สิ่งที่เราคุ้นเคย กลับกลายเปลี่ยนไปเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เหลือก็เป็นเพียงแค่ความทรงจำที่รอกลับเข้ามาในความทรงจำ ให้เราได้คิดถึงอีกครั้งหนึ่ง 

มีใครบางคนผ่านเข้ามา แล้วก็มีบางคนจากไป บางครั้งดูเหมือนว่าเราจะห้ามการเปลี่ยนแปลงและการจากลาไม่ได้เลย มองย้อนกลับไปในวันนั้น เราเคยคิดว่าอยากให้มีความสุขแบบนั้นคงอยู่ตลอดไป แต่กว่าเราจะรู้สึกตัวว่าความสุขและช่วงเวลาที่เราอยากให้คงอยู่ตลอดไปนั้น มันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อกาลเวลามันได้เปลี่ยนไป คงเหลือไว้แค่ความทรงจำบางๆเท่านั้นเอง 

บางครั้งก็คิดอยากกลับไปในวันนั้นอีกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าการกลับมาของวันนั้นในวันนี้จะทำให้เรามีความสุขได้เหมือนกับที่ผ่านมาหรือเปล่า มันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน เพราะภาพในวันนั้นกับวันนี้มันอาจไม่มีอะไรเหมือนเดิม คนที่เคยเจอ คนที่เคยใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุขในวันนั้น เค้าอาจเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ซึ่งถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น ก็คงจะขอเก็บเป็นความทรงไว้เหมือนเดิมและไม่ขอย้อนวันคืนให้กลับมาจะดีกว่า


เราไม่ได้ไม่รักกัน


เราไม่ได้ไม่รักกัน บางทีอาจไม่จำเป็นเสมอไป ที่ความรักจะต้องจบลงด้วยการได้เป็นคนรัก

บนเตียงเล็กๆในบ้านอบอุ่นหลังหนึ่ง แดดยามเย็นทอบางบางผ่านหน้าต่าง หญิงชราอายุราวๆ 70 ปีนอนซมอยู่บนเตียง เธอรู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของเธอแล้ว แต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ... เธอพอใจกับชีวิตทั้งหมดที่เธอได้ผ่านมา เธอได้แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่นแม้จะไม่มีลูกก็ตาม มีเพื่อนที่ดีผ่านชีวิตการงานที่ดี ถึงแม้วันนี้สามีของเธอจะตายไปร่วม 10 ปี แต่ในวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อนที่เธอรักที่สุด ... ก็มานั่งเคียงข้างเธออยู่ตรงนี้ มาส่งเธอเหมือนทุกครั้งทุกคราว

"หมอบอกว่าฉันคงอยู่ได้ไม่เกินพรุ่งนี้เช้าหรอก" เธอเอ่ยบอกกับเขา เพื่อนชราที่รู้จักกับเธอมาแต่ครั้งยังเด็ก

"ฉันรู้" ชายชราพยักหน้ารับ

"เธอมาส่งฉันเหมือนทุกทีสินะ" หญิงชรามองหน้าชายชรา

"ใช่ ... ก็ฉันส่งเธอมาตลอดทั้งชีวิตนี่นา ขาดไปอย่างคงไม่ครบ" ชายชราตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ


"ตอนเด็กๆ บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน เรากลับบ้านด้วยกันทุกเย็น บ้านฉันอยู่เลยบ้านเธอไปมาก" เธอรำลึกความหลัง

"แต่ฉันก็ไปส่งเธอทุกวัน" ชายชราบอก

"ใช่ ..เธอทำอยู่อย่างนั้นตลอดชั้นประถมและมัธยมที่เราเรียนด้วยกันจนเพื่อนๆล้อว่าเราเป็นแฟนกัน" หญิงชราพูดขึ้น

"สุดท้ายก็ต้องเลิกล้อกันไป" เพื่อนชราของเธอต่อคำ

"ตั้งแต่เธอคบกับแฟนคนแรกของเธอนั่นแหละ" เธอเย้ายิ้มๆ

"แต่ฉันก็ไปส่งเธอทุกวันอยู่อย่างเดิมจนต้องเลิกกับแฟน ...ไม่ใช่รึ" ชายชราทวนความหลัง

เธอจำได้ว่าเธอบอกเขาอยู่บ่อยๆว่าไม่ต้องเดินมาส่งเธอแล้วเดี๋ยวแฟนเขาจะโกรธเอา แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะมาส่งเธอ

"โกรธก็โกรธไป ฉันรู้จักเธอมาก่อนตั้งนาน ยังไงเธอก็ต้องมาก่อน" นั่นเป็นคำพูดที่เธอจำได้-ไม่ลืม แม้ว่ามันจะผ่านมาเกือบ 60 ปีแล้วก็ตาม

เธอยังจำวันที่เขาต้องขึ้นรถไฟ เพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ วันนั้นเธอไปส่งเขาที่สถานี ร้องไห้จะเป็นจะตาย เขาวุ่นกับการปลอบเธอจนไม่เป็นอันได้ร่ำลาพ่อแม่ พอเธอสงบลงและขอตัวเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ พ่อแม่ของเขาไปเช็คเที่ยวรถไฟ ... พอเธอกลับมาก็พบเขานั่งร้องไห้คนเดียวกับกองกระเป๋าเงยหน้าขึ้นบอกกับเธอทั้งน้ำตา

"กลับบ้านเอง ... เดินดีๆนะ" และนั่นทำให้เธอต้องเสียน้ำตาอีกรอบ

เธอจำได้ว่าวันที่เขาปิดภาคเรียนและกลับมาบ้าน เธอแนะนำเขาให้รู้จักกับแฟนหนุ่มของเธอ ตอนแรกทั้งสองเหมือนจะเข้ากันได้ดี แต่หลังจากนั้น 2-3 วันมีคนมาบอกว่าแฟนเธอกับเพื่อนเธอต่อยกัน

"มันนอกใจเธอ" เขาบอกเรียบๆแต่เธอไม่เชื่อ วันนั้นเธอเชื่อแฟนมากกว่า ว่าเขาอิจฉาแฟนเธอจึงหาเรื่องชกต่อย เธอว่าเขาไปหลายคำ อาทิตย์นึงให้หลังเธอจึงรู้ว่าเขาเป็นคนถูก เมื่อเธอไปหาเขาที่บ้านก็เจอแต่พ่อของเขา

"มันกลับไปแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว เห็นว่ามีธุระด่วนไม่รู้อะไร"


เธอส่งจดหมายไปขอโทษ เขาบอกไม่เป็นไร เขาไม่เคยโกรธเธอ แค่น้อยใจเล็กๆ ในจดหมายลงท้ายด้วยคำ-คำเก่า "กลับบ้านเอง ... เดินดีๆนะ" เธอรู้ว่าในคำที่เหมือนสั้นๆนั้น เขาพูดอะไรออกมามากมายขนาดไหน 

เธอจำได้ถึงวันที่เธอบอกเขาว่าเธอจะแต่งงาน เขามองหน้าเธอ ... เธออ่านไม่ออกว่ามันเป็นความรู้สึกอะไร ดีใจ? เสียใจ? และเมื่อเธอถามเขาตรงๆ เขาก็ตอบว่า ... "เราใจหาย"

แต่ก่อนหน้านั้นก็เขานี่แหละที่เป็นคนช่วยเธอเลือก ช่วยเธอดูว่าผู้ชายคนนี้นิสัยดีและรักเธอจริง "เรา-ผู้ชายด้วยกัน เราดูออก" ซี่งเขาก็ดูไม่ผิด สามีของเธอดีเหมือนอย่างที่เขาบอก

วันแต่งงานเธอบอกเขาว่า "ความเป็นเพื่อนของเรา ยังเหมือนเดิมนะ ...ไม่ต้องห่วง" เขามองเธอนิ่งๆพยักหน้าน้อยๆไม่ตอบคำถึงเวลารดน้ำสังข์ เขาอวยพรเธอมากมายแต่พูดกับสามีเธอเพียงสั้นๆว่า "ฝากด้วยนะ"

เขาแต่งงานมีครอบครัวของเขา เธอก็มีครอบครัวของเธอ มีบางช่วงของชีวิตที่ห่างกันไปแต่ก็ไม่เคยลืมกัน เธอส่งการ์ดอวยพรวันเกิดให้เขาทุกๆปี ตอนนี้เขาน่าจะเก็บมันไว้ได้ 59 ใบแล้วล่ะ เพราะเธอนับของเธอแล้วมันได้ 58 ใบน้อยกว่าอยู่ใบนึง เพราะเธอเกิดทีหลังเขา 5 เดือน



บางทีเธอรู้สึกสนิทกับเขามากกว่าคนรักของเธอเสียอีก หลายเรื่องที่เขารับรู้แต่คนรักของเธอไม่แม้แต่ระแคะระคายและก็เช่นกันหลายความลับที่เขาระบาย ที่เขาฝากไว้ที่เธอเธอก็รับและเก็บงำมันไว้ด้วยความเต็มใจ

"คิดอะไรอยู่?" เขาเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ

"เรากำลังนึกแปลกใจ" เธอเอ่ยด้วยท่าทีครุ่นคิด

"ทำไมเราถึงไม่ได้เป็นคนรักกัน?" 

เขานิ่งไปเหมือนกำลังคิดเช่นกัน "เราสนิทกันมากมั้ง" เขาว่า

"นั่นไม่น่าใช่เหตุผลนี่" เธอว่า

"เธอถามยากไปนะ" เขาตอบหลังจากนิ่งคิดอีกอยู่ครู่ใหญ่

"ไม่ยากหรอก ลองคิดเล่นๆสิว่าทำไมเราถึงไม่รักกันนะ?" แววตาเธอมีแววขี้เล่นซุกซนเหมือนเด็กหญิงครั้งกระโน้น

"อืมม อันนี้ค่อยง่ายขึ้นมาหน่อย" เขาพูดขึ้น

เธอมองหน้าเขา แปลกใจเธอว่าเธอไม่ได้เปลี่ยนคำถามนี่นะ

"ฉันไม่รู้หรอกว่าทำไม-เราถึงไม่ได้เป็นคนรักกัน" เขามองหน้าเธอ ด้วยสายตาอ่อนโยน

"แต่ถ้าเธอถามว่า ทำไม-เราถึงไม่รักกันน่ะ" เขาเว้นช่วง

"ฉันก็จะตอบว่า -- ฉันว่า เราไม่ได้-ไม่รักกันซะหน่อย"

เธอหลับตาลง ... คำถามที่ถูกซ่อนไว้หลายสิบปี กลับตอบออกมาง่ายๆอย่างนี้เอง

"นั่นสินะเราไม่ได้-ไม่รักกันซะหน่อย" เธอตอบทั้งๆที่หลับตาลง

Source: Forwarded Emails

Saturday, December 10, 2011

ทรายเต็มแก้ว




ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึกหัดง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่าง บรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียนเขาหยิบ เหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม 

"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง"เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้ จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน "เต็มแล้ว..." เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆจำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก "เหยือกเต็มหรือยัง" นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ "เต็มแล้ว"

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทราย ไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง "เหยือกเต็มหรือยัง" เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น 

"คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"

"แน่ใจนะ" "แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"


คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
 
"ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น




"ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้" เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง สูญเสียไปไม่ได้ เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายก็คือเรื่อง อื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา 


ชีวิตเต็มแล้ว ...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา 

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม "แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร" เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า "การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ"


Source: Forwarded Emails